เนื้อหา :1-4

การพัฒนาตนเอง

 

1.แนวคิดพื้นฐานในการพัฒนาตนเอง

                1.1    มนุษย์ทุกคนมีเอกลักษณ์ มีศักยภาพ มีคุณค่าในตนเองทุกคนสามารถฝึกหัดพัฒนาได้ในทุกเรื่อง

                1.2    ไม่มีใครสมบูรณ์ไปหมดทุกด้าน จนไม่สามารถพัฒนาได้อีก

                1.3    ไม่มีใครรู้จักตัวเองได้ดีเท่าตัวเอง

                1.4    อุปสรรคในการปรับปรุงและพัฒนาตนเอง คือการที่บุคคลไม่ยอมปรับเปลี่ยนวิธีคิด ไม่ฝึกทักษะใหม่ ๆ ที่จำเป็น

                1.5     การพัฒนาตนเองทำได้ทุกเวลา

 2.หลักการพัฒนาตนเอง

       2.1    พัฒนาตนเองเชิงการแพทย์

                  ข้อสรุประบบต่าง ๆ ในร่างกาย เพื่อเป็นแนวทางการปรับปรุงและพัฒนาตนเอง

                                1.ระบบไหลเวียนเลือด  อวัยวะที่สำคัญได้แก่ หัวใจ หลอดเลือด และเลือด หน้าที่ ช่วยให้มีการไหลเวียนเลือดอย่างรวดเร็วไปสู่เนื้อเยื่อทั่วร่างกาย

                                2.ระบบหายใจ ได้แก่ จมูก ลำคอ กล่องเสียง หลอดเลือด หลอดลม ปอด หน้าที่ แลกเปลี่ยนคาร์บอนไดอ๊อกไซด์และออกซิเจน

                                3.ระบบย่อยอาหาร ได้แก่ ปาก ลำคอ หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้

ต่อมน้ำลาย ตับอ่อน ตับและถุงน้ำดี หน้าที่ ย่อยและดูดซึมอาหาร เกลือแร่และน้ำ

                                4.ระบบขับถ่าย ปัสสาวะ ประกอบด้วย ไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ  หน้าที่ ควบคุมส่วนประกอบของพลาสมาและขับถ่าย สารอินทรีย์ เกลือแร่ และน้ำออกจากร่างกาย

                                5.ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก ได้แก่ กระดูกอ่อน กระดูก เอ็น ข้อต่อและ

กล้ามเนื้อลาย  หน้าที่ ช่วยในการทรงตัว การเคลื่อนไหว

                                6. ระบบภูมิคุ้มกัน ได้แก่ เม็ดเลือดขาว ท่อน้ำเหลือง ต่อมน้ำเหลือง ม้าม ต่อม

ไทมัส  มีหน้าที่ ป้องกันร่างกายจากสิ่งแปลกปลอม

                               7. ระบบประสาท ได้แก่ สมอง    ไขสันหลัง เส้นประสาทส่วนปลาย  หน้าที่ ควบคุม ประสานงานการทำงานส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

                               8. ระบบต่อมไร้ท่อ ได้แก่ ต่อมอวัยวะที่หลั่งและสร้างฮอร์โมน หน้าที่ ควบคุมประสานส่วนภายในร่างกาย

                               9. ระบบผิวหนัง ได้แก่ ผิวหนังบุคคลหน้าที่ ป้องกันภัยอันตรายจากภายนอก ควบคุมการเสียน้ำจากร่างกายและ ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้เป็นปกติ

                                10. ระบบสืบพันธุ์ ได้แก่ เซลส์สืบพันธุ์ ( อสุจิหรือรังไข่) หน้าที่สร้างเซลส์สืบพันธุ์ ปรับสภาพมดลูกในเพศหญิงให้เหมาะสมกับตัวอ่อนและทารกในครรภ์

          การศึกษาสรีรวิทยาทางการแพทย์ มีจุดมุ่งหมายสำคัญคือ การรักษาชีวิตบุคคลดำรงอยู่ได้ตามปกติ เนื่องจากระบบควบคุมสมดุลยภาพในร่างกายเป็นปกติ

 เทคนิคการพัฒนาตนเองเชิงการแพทย์

                 1.หมั่นสำรวจตรวจร่างกายทั้งภายในและภายนอก

                2.ป้องกันตนเองและสร้างภูมิคุ้มกันภัยจากโรคต่าง ๆ

                3.ส่งเสริมความแข็งแรงของร่างกายและจิตใจ

                4.หมั่นออกกำลังกายทุกส่วนของร่างกาย

                5.มองโลกในแง่ดี

 2.2    พัฒนาตนเองตามแนวคิดจิตวิทยาพฤติกรรมนิยม

พฤติกรรมที่เป็นปัญหาของบุคคลอันเนื่องจากการเรียนรู้ ได้แก่

                1.พฤติกรรมเกี่ยวกับบุคลิกภาพ

                                -       ดื้อเงียบ ( Passive – aggressive personality)

                                -       ถอยหนี ( Avoidant personality)

                                -       ย้ำคิดย้ำทำ ( Obessive – compulsive personality)

                2.พฤติกรรมการแสดงออก

                                -       อันธพาลต่อต้านสังคม

                                -       พฤติกรรมทำลาย

                3.พฤติกรรมขาดวุฒิภาวะ

                                -       การแสดงออกไม่เหมาะสมกับวัย

                4.พฤติกรรมอันเนื่องจากการเรียนรู้ที่ผิดพลาดในสังคม

                                -       การหยุดชะงักทางการรับรู้

                5.พฤติกรรมที่เกิดจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนา

                                -       การเลียนแบบตัวแบบที่ผิด

การเกิดพฤติกรรมอันเนื่องมาจากการเรียนรู้ การวางเงื่อนไข และการเรียนรู้ทางสังคม

เทคนิคการพัฒนาตนเองตามแนวพฤติกรรมนิยม

     มุ่งปรับพฤติกรรม                การควบคุมตนเอง            ( Self Control)            

                 2.3    หลักการพัฒนาตนเองตามแนวพุทธศาสตร์

                                วิธีการพัฒนาชีวิตที่ยั่งยืน

                                1.ทมะ  - การขัดเกลานิสัย                การรู้จักข่มใจ  การฝึกปรับปรุงตนเอง

                           2.     สิกขา – การศึกษาเพื่อรู้จัก   เลือกใช้ประโยชน์

                               ทาน-      การมีจิตใจช่วยเหลือ  เกื้อกูล

        ศีล –       การไม่เบียดเบียนผู้อื่น ภาวนา – การฝึกจิต   และปัญญา

                                3.ภาวนา- การพัฒนา

                                             กายภาวนา – การพัฒนากาย

                                             ศีลภาวนา – ปรับปรุงการกระทำ

                                             จิตตภาวนา – การพัฒนาจิตใจ

                                              ปัญญาภาวนา – การพัฒนา ปัญญา

เทคนิคการพัฒนาตนเองตามแนวพุทธศาสตร์

                1.รู้จักหาแหล่งความรู้และแบบอย่างที่ดี

                2.รู้จักจัดระเบียบชีวิต

                3.มีแรงจูงใจในการสร้างสรรค์

                4.ปรับทัศนคติและค่านิยมให้เหมาะสม

                5.มีสติ กระตือรือร้น ตื่นตัวทุกเวลา

                6.รู้จักแก้ปัญหาและพึ่งตนเอง

ขั้นตอนการพัฒนาตนเอง

                 ขั้นที่1 การสำรวจ-พิจารณาตนเอง

                                ก.  เกี่ยวกับร่างกาย

                                                1.พิจารณาสุขภาพร่างกาย

                                                2.กิริยาท่าทาง

                                                3.บุคลิกภาพโดยรวม

                                ข. อารมณ์และจิตใจ

                                                1.สุขภาพจิต

                                                2.นิสัยใจคอ

                                                3.การควบคุมตน-การมีวินัยในตนเอง

                               ค. พัฒนาการทางสังคม

                                        1. ความสามารถในการ ติดต่อสื่อสาร

                                                        2. พฤติกรรมการแสดงออก

                                                        3. ความสัมพันธ์กับผู้อื่น

                                ง. เกี่ยวกับสติปัญญา

                                                  1. ความรู้ทั่วไป

                                          2. การตัดสินใจ

                                                       3. ความสามารถพิเศษ

                ขั้นที่ 2 การวิเคราะห์จุดเด่น-จุดบกพร่อง

                 ขั้นที่ 3 การกำหนดปัญหาและพฤติกรรมเป้าหมาย

                 ขั้นที่ 4 การรวบรวมข้อมูลพื้นฐาน

                 ขั้นที่ 5 การเลือกเทคนิคและการวางแผนปรับปรุงตนเอง

                ขั้นที่ 6 การทดลองปรับปรุงและพัฒนาตนเอง

                 ขั้นที่ 7 การประเมินและขยายผลการพัฒนาตนเอง

ผลของการพัฒนาตนเอง

                1.ผลดีต่อตนเอง

                2.ผลดีต่อคนอื่น

                3.ผลดีต่อหน่วยงาน

การสร้างโปรแกรมการปรับปรุงและพัฒนาตนเอง

                1.ทบทวนยอมรับแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาตนเอง

                2.สำรวจและนำเสนอผลการสำรวจพิจารณาตนเองด้านต่าง ๆ

                3.วิเคราะห์และสรุปผลการวิเคราะห์พฤติกรรมที่ต้องพัฒนา

                4.กำหนดพฤติกรรมเป้าหมายที่ชัดเจน

                5.เลือกวิธีการหรือเทคนิคในการปรับปรุงพัฒนาตนเอง

                6.กำหนดแผนในการปรับปรุงพัฒนาตนเอง

 

ความหมายของพฤติกรรม

                                พฤติกรรม ( Behavior )  หมายถึง  การกระทำหรืออาการที่แสดงออกทางกล้ามเนื้อ  ความคิดของบุคคลที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายในจิตใจและภายนอก   อาจทำไปโดยรู้ตัว  ไม่รู้ตัว  อาจเป็นพฤติกรรมที่พึงประสงค์  และไม่พึงประสงค์  ผู้อื่นอาจสังเกตการกระทำนั้นได้และสามารถใช้เครื่องมือทดสอบได้ ( ราชบัณฑิตยสถาน  2525: 573; วิธี   แจ่มกระทึก 2541: 14 )

                      พฤติกรรม  หมายถึง  ปฏิกิริยาและกิจกรรมทุกชนิดที่มนุษย์แสดงออกทางรูปธรรม  นามธรรม  ตลอดเวลา  สังเกตได้ด้วยประสาทสัมผัส  วาจา  และการกระทำ  สามารถแบ่งพฤติกรรมออกได้เป็น  2  ประเภท  คือ  พฤติกรรมภายนอก ( Overt  Behavior ) ซึ่งเป็นการกระทำที่สังเกตได้ด้วยประสาทสัมผัสหรืออาจใช้เครื่องมือช่วย    และพฤติกรรมภายใน ( Covert  Behavior )  ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ บุคคลอื่นไม่สามารถสังเกตได้ ( สิทธิโชค   วรานุสันติกุล  2529: 9 – 11; เฉลิมพล   ตันสกุล  2541: 2 )

                      พฤติกรรม   หมายถึง   การกระทำที่สังเกตได้ เช่น  การพูด  การเดิน  การเต้นของหัวใจ  การรับรู้  การคิด  การจำ  และการรู้สึก   การกระทำที่สังเกตไม่ได้  เช่น  ผู้กระทำรู้ตัว  ไม่รู้ตัว  หรือเป็นพฤติกรรมที่พึงประสงค์และไม่พึงประสงค์  เป็นการกระทำเพื่อตอบสนองความต้องการของแต่ละบุคคล     ซึ่งสัมพันธ์กับสิ่งกระตุ้นภายในและภายนอก    ( โยธิน   ศันสนยุทธ  2533: 3; สุชาดา   มะโนทัย: 2539; อัครฤทธิ์   หอมประเสริฐ  2543: 10 )

                      โกลเดนสัน ( Goldenson, 1984 : 90 ) ได้ให้คำจำกัดความของพฤติกรรมไว้ว่า  เป็นการกระทำหรือตอบสนองการกระทำทางจิตวิทยาของแต่ละบุคคลและเป็นปฏิสัมพันธ์ในการตอบสนองสิ่งกระตุ้นภายในหรือภายนอก   รวมทั้งเป็นกิจกรรมการกระทำต่างๆที่เป็นไปอย่างมีจุดหมาย  สังเกตเห็นได้     หรือเป็นกิจกรรมการกระทำต่างๆ ที่ได้ผ่านการใคร่ครวญแล้ว  หรือเป็นไปอย่างไม่รู้ตัว

                      จากความหมายของพฤติกรรมที่กล่าวมาแล้วข้างต้นสรุปได้ว่า  พฤติกรรมหมายถึง  การกระทำหรืออาการที่แสดงออกของจิตใจทั้งภายในและภายนอก  เป็นการกระทำเพื่อสนองความต้องการของบุคคล  ซึ่งบุคคลอื่นสังเกต  และใช้เครื่องมือทดสอบได้

 

องค์ประกอบของพฤติกรรม

                                พฤติกรรมมนุษย์มีองค์ประกอบ  7  ประการ ( สุชาดา   มะโนทัย 2539: 9 – 10 อ้างอิงมาจาก  Cronbach ,1972)

                            1.   ความมุ่งหมาย ( Goal )  เป็นความต้องการที่ทำให้เกิดกิจกรรมเพื่อสนองตอบความต้องการที่เกิดขึ้น   ความต้องการบางอย่างสามารถตอบสนองได้ทันที  แต่บางอย่างต้องใช้เวลานานจึงบรรลุความต้องการได้

                            2.   ความพร้อม ( Readiness )คือ ระดับวุฒิภาวะหรือความสามารถที่จำเป็นในการทำกิจกรรมเพื่อสนองความต้องการ

                            3.   สถานการณ์ ( Situation )  เป็นเหตุการณ์ที่เปิดโอกาสให้เลือกทำกิจกรรมเพื่อสนองความต้องการ

                            4.   การแปลความหมาย ( Interpretation )  ก่อนที่จะทำกิจกรรมหนึ่งลงไป  มนุษย์จะพิจารณาสถานการณ์ก่อนแล้วจึงตัดสินใจเลือกวิธีการที่เกิดความพึงพอใจมากที่สุดเพื่อตอบสนองความต้องการ

                            5. การตอบสนอง ( Response )  เป็นการกระทำกิจกรรมเพื่อสนองตอบความต้องการ  โดยวิธีการที่ได้เลือกแล้วในขั้นแปลความหมาย

                            6.   ผลที่ได้รับหรือผลที่ตามมา ( Consequence )เมื่อทำกิจกรรมแล้วย่อมได้รับผลการกระทำนั้น  ผลที่ได้รับอาจเป็นไปตามที่คาดคิดหรืออาจตรงข้ามก็ได้

                            7.   ปฏิกิริยาต่อความผิดหวัง  ( Reaction  to  Thwarting )  ในกรณีที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้  มนุษย์ก็อาจจะย้อนกลับไปแปลความหมายของสถานการณ์และเลือกวิธีการใหม่

                      บลูม ( Bloom , 1975: 65 – 197 )  ได้กล่าวถึง  พฤติกรรมว่าเป็นกิจกรรมทุกประเภทที่มนุษย์กระทำ  อาจเป็นสิ่งสังเกตได้หรือไม่ได้  และพฤติกรรมดังกล่าวนี้  ได้แบ่งออกเป็น  3  ส่วน  คือ

  1. พฤติกรรมด้านความรู้  ( Cognitive  domain )
  2. พฤติกรรมด้านเจตคติ  ( Affective  domain )
  3. พฤติกรรมด้านการปฏิบัติ  ( Psychomotor  domain )

 

  1. 1.              พฤติกรรมด้านความรู้ 

                      พฤติกรรมด้านความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ เป็นกระบวนการทางด้านสมองเป็นความสามารถทางด้านสติปัญญาที่เกี่ยวข้องกับ  การรับรู้  การจำข้อเท็จจริงต่างๆรวมทั้งการพัฒนาความสามารถ  และทักษะทางสติปัญญา  การใช้ความคิด  วิจารณญาณเพื่อประกอบการตัดสินใจ   จัดจำแนกได้ตามลำดับขั้นจากง่ายไปยาก  ดังนี้

1.1                ความรู้  ความจำ  ( Knowledge ) เป็นพฤติกรรมขั้นต้นเกี่ยวกับความจำได้ 

หรือระลึกได้

1.2                ความเข้าใจ ( Comprehension ) เป็นพฤติกรรมที่ต่อเนื่องมาจากความรู้  คือ 

จะต้องมีความรู้มาก่อนถึงจะเข้าใจได้             ความเข้าใจนี้จะแสดงออกมาในรูปของการแปลความ  ตีความ  และคาดคะเน

1.3                การนำไปใช้ ( Application )  เป็นการนำเอาวิชาการ  ทฤษฎี     กฎเกณฑ์และ

แนวคิดต่างๆไปใช้

1.4                การวิเคราะห์ ( Analysis )   เป็นขั้นที่บุคคลมีความสามารถ     และมีทักษะใน

การจำแนกเรื่องราวที่สมบูรณ์ใดๆ  ออกเป็นส่วนย่อยและมองเห็นความสัมพันธ์อย่างแน่ชัดระหว่างส่วนประกอบที่รวมเป็นปัญหา  หรือสถานการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง

1.5                การสังเคราะห์ ( Synthesis ) เป็นความสามารถของบุคคลในการรวบรวม

ส่วนย่อยต่างๆ เข้าเป็นส่วนรวมที่มีโครงสร้างใหม่  มีความชัดเจน  และมีคุณภาพสูงขึ้น

1.6                การประเมินผล  ( Evaluation ) เป็นความสามารถของบุคคลในการวินิจฉัย

ตีราคาของสิ่งของต่างๆ โดยมีกฎเกณฑ์ที่ใช้ช่วยประเมินค่านี้  อาจเป็นกฎเกณฑ์ที่บุคคลสร้างขึ้นมา  หรือมีอยู่แล้วก็ตาม

  1. 2.       พฤติกรรมด้านเจตคติ

                      เจตคติเป็นกระบวนการทางด้านจิตใจ   อารมณ์ความรู้สึก ความสนใจ เจตคติ  การให้คุณค่า  การปรับปรุงค่านิยม   การแสดงคุณลักษณะตามค่านิยมที่ยึดถือ   รวมไปถึงความเชื่อ   ความรู้สึกของบุคคลที่มีต่อสิ่งต่างๆ กันจะบอกแนวโน้มของบุคคลในการกระทำพฤติกรรม  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบอื่นๆ ด้วย  ซึ่งได้แบ่งขั้นตอนการเกิดพฤติกรรมด้านเจตคติ ได้ดังนี้

2.1                การรับหรือการให้ความสนใจ ( Receiving  or  Attending ) เป็นขั้นที่บุคคล

ถูกกระตุ้นให้ทราบว่าเหตุการณ์  หรือสิ่งเร้าบางอย่างเกิดขึ้น  และบุคคลนั้นมีความยินดี  หรือมีภาวะจิตใจพร้อมที่จะรับ  หรือให้ความพอใจต่อสิ่งเร้านั้น  ในการยอมรับนี้ประกอบด้วย  ความตระหนัก  ความยินดีที่ควรรับ  และการเลือกรับ

2.2                การตอบสนอง     ( Responding )     เป็นขั้นที่บุคคลถูกจูงใจให้เกิดความรู้สึก

ผูกมัดต่อสิ่งเร้า  เป็นเหตุให้บุคคลพยายามทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนอง  พฤติกรรมขั้นนี้  ประกอบด้วย  ความยินยอม  ความเต็มใจ  และความพอใจที่จะตอบสนอง

2.3                การให้ค่านิยม  ( Valuing ) เป็นขั้นที่บุคคลมีปฏิกิริยาซึ่งแสดงให้เห็นว่า

บุคคลนั้นยอมรับว่า  เป็นสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับตนเอง  และได้นำไปพัฒนาเป็นของตนอย่างแท้จริง  พฤติกรรมขั้นนี้ส่วนมากใช้คำว่า “ค่านิยม” ซึ่งการเกิดค่านิยมนี้ประกอบด้วย  การยอมรับ  ความชอบและการผูกมัดค่านิยมเข้ากับตนเอง

2.4                การจัดกลุ่มค่า ( Organization ) เป็นขั้นที่บุคคลจัดระบบของค่านิยมต่างๆให้

เข้ากลุ่มโดยพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างค่านิยมนั้น  ในการจัดกลุ่มนี้ประกอบด้วย  การสร้างแนวความคิดเกี่ยวกับค่านิยม  และการจัดระบบของค่านิยม

2.5                การแสดงลักษณะตามค่านิยมที่ยึดถือ ( Characterization  by  a  Value  or 

Complex )  พฤติกรรมขั้นนี้ถือว่า  บุคคลมีค่านิยมหลายชนิด  และจัดอันดับของค่านิยมเหล่านั้นจากดีที่สุดไปถึงน้อยที่สุด   พฤติกรรมเหล่านี้จะเป็นตัวคอยควบคุมพฤติกรรมของบุคคล  พฤติกรรมในขั้นนี้ประกอบด้วย  การวางแนวทางของการปฏิบัติ  และการแสดงลักษณะที่จะปฏิบัติตามแนวทางที่เขากำหนด

  1. 3.      พฤติกรรมด้านการปฏิบัติ

                      พฤติกรรมด้านการปฏิบัตินี้  เป็นการใช้ความสามารถที่แสดงออกทางร่างกาย  ซึ่งรวมทั้งพฤติกรรมที่แสดงออกและสังเกตได้     เป็นพฤติกรรมขั้นสุดท้ายที่บุคคลปฏิบัติออกมาโดยมีด้านความรู้  และด้านเจตคติ  เป็นตัวช่วยให้เกิดพฤติกรรมด้านการปฏิบัติที่ถูกต้อง  แต่กระบวนการในการจะก่อให้เกิดพฤติกรรมนี้ต้องอาศัยระยะเวลาและการตัดสินใจหลายขั้นตอน   แต่นักวิชาการก็เชื่อว่ากระบวนการทางการศึกษาจะช่วยให้เกิดพฤติกรรมการปฏิบัติได้

                      ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้( Knowledge) เจตคติ (Attitude) และการปฏิบัติ (Practice)

                      ชาร์ท ( Schwartz, 1975: 28 – 31) ได้ศึกษาถึงรูปแบบความสัมพันธ์ของพฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้ทั้ง  3  ด้าน คือ ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้  เจตคติ  และการปฏิบัติ  สามารถสรุปรูปแบบของความสัมพันธ์ได้ เป็น 4 ลักษณะคือ

 

                   1.     ความรู้                            เจตคติ                          การปฏิบัติ

 

                   เจตคติเป็นตัวกลางที่ทำให้เกิดความรู้และการปฏิบัติ      ดังนั้นความรู้มีความสัมพันธ์กับเจตคติ  และเจตคติมีผลต่อการปฏิบัติ

 

 

  1. ความรู้

                                                                                                                การปฏิบัติ

                           เจตคติ

 

                   ความรู้และเจตคติมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน  ทำให้เกิดการปฏิบัติตามมา

 

  1.  ความรู้

                                                                                                                การปฏิบัติ

                           เจตคติ

 

                   ความรู้และเจตคติต่างกัน  ทำให้เกิดการปฏิบัติได้  โดยที่ความรู้และเจตคติไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กัน

                   4.                                                                         เจตคติ

 

 


                                                                ความรู้                                                    การปฏิบัติ

 

                      ความรู้มีผลต่อการปฏิบัติทั้งทางตรงและทางอ้อม  สำหรับทางอ้อมนั้นมีเจตคติเป็นตัวกลางทำให้เกิดการปฏิบัติตามมาได้

                      จากรูปแบบความสัมพันธ์ของพฤติกรรมการเรียนรู้   พบว่าพฤติกรรมแต่ละด้านส่งผลทำให้เกิดการปฏิบัติตามมาในตอนสุดท้าย ซึ่งเป็นการกระทำของสิ่งมีชีวิตที่สามารถวัดได้หรือสังเกตได้นั่นเอง    มนุษย์มีพฤติกรรมต่างๆมากมาย     พฤติกรรมที่นับได้ว่ามีความสำคัญอย่างหนึ่งคือพฤติกรรมการบริโภคอาหาร      ซึ่งนับว่าเป็นการปฏิบัติของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับอาหาร   เพื่อช่วยทำให้ร่างกายเจริญเติบโต  ช่วยให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีสุขภาพที่ดี

 

หน่วยที่ 2  การพัฒนาบุคลิกภาพ

 

                บุคลิกภาพ  คือ  ลักษณะท่าทางซึ่งสามารถแสดงออกมาได้ทั้งทางร่างกาย  จิตใจ  และความรู้สึกนึกคิด  ที่สะท้อนออกมาให้ผู้อื่นเห็นและเกิดความประทับใจ  ฉะนั้น  การที่บุคคลจะได้รับการยอมรับนับถือ  การสนับสนุน  ความไว้วางใจ  และความประทับใจจากผู้อื่นนั้น  ก็ควรที่จะแสดงบุคลิกภาพที่ดีและเหมาะสมให้ผู้อื่นเห็น  เพราะบุคลิกภาพมีอิทธิพลต่อความรู้สึกและอารมณ์ของผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง

1.  ความหมายและความสำคัญของบุคลิกภาพ
               คำว่า "บุคลิกภาพ"  หมายถึง  คุณลักษณะทางกาย  ทางจิตใจ  และความรู้สึกนึกคิดที่สะท้อนออกมาให้ผู้อื่นเห็นและเกิดความประทับใจมากน้อยเพียงใด

               มีความสำคัญคือ  บุคลิกภาพนับเป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกและอารมณ์ของผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง  จึงส่งผลต่อการยอมรับนับถือ  การให้ความร่วมมือ  การสนับสนุน  และความไว้วางใจจากผู้อื่น

2.  ประเภทของบุคลิกภาพ
    2.1  บุคลิกภาพภายนอก  คือ  สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนจากภายนอกของแต่ละคน  สามารถที่จะปรับปรุงแก้ไขได้ง่าย ใช้เวลาไม่นาน  แบ่งได้เป็น 4 หมวด คือ
            1.  รูปร่างหน้าตา
            2.  การแต่งกาย
            3.  กิริยาท่าทาง
            4.  การพูด
    2.2  บุคลิกภาพภายใน  คือ  สิ่งที่อยู่ภายในจิตใจ  หรืออุปนิสัยใจคอที่มองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้  แก้ไขได้ยาก  เช่น
            1.  ความเชื่อมั่นในตนเอง
            2.  ความซื่อสัตย์สุจริต
            3.  ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
            4.  ความรับผิดชอบ

3.  หลักและวิธีเสริมสร้างบุคลิกภาพ
               การยืน เดิน นั่ง  เป็นส่วนสำคัญที่บอกถึงบุคลิกภาพของแต่ละบุคคล  งามอิริยาบถ  คือ  การเดิน  ยืน  นั่ง  เปิด-ปิดประตู ขึ้นลงรถ  อย่างถูกต้องสวยงาม
               การรู้จักทำตัวให้เข้ากับบุคคล  สถานที่ และเวลา  อย่างถูกต้องถือว่ามีมารยาททางสังคมที่ดี  เช่น  การรู้จักกราบไหว้ที่ถูกวิธี  และถูกกาลเทศะ  การรู้จักธรรมเนียมของชาวต่างชาติ  การปฏิบัติตนในงานเลี้ยงต่าง ๆ การไปเยี่ยมคนป่วย  การมอบดอกไม้แสดงความยินดีหรือให้ผู้อาวุโส  เป็นต้น
               บางครั้งเราอาจจะต้องอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ทันได้เตรียมตัวเตรียมใจ และอาจเกิดอะไรขึ้นกับเราได้ทุกวินาทีนั้น  เราต้องพร้อมเสมอที่จะเผชิญกับเหตุการณ์ในลักษณะที่พร้อม  คือ ไม่ตกใจ ดีใจ เสียใจ กลัว เกินกว่าเหตุ  สามารถควบคุมท่าทางของตนเองได้เป็นอย่างดี

4.  แนวทางในการพัฒนาบุคลิกภาพ
    4.1  การรักษาสุขภาพอนามัย
            -  ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
            -  รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
            -  ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เพิ่มหรือลดผิดปกติ
            -  ละเว้นการสูบบุหรี่หรือยาเสพติดให้โทษทุกชนิด
            -  ไม่ดื่มสิ่งของที่มีแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน
            -  พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ วันละ 7-8 ชม.
            -  รักษาอารมณ์ให้สดชื่นแจ่มใสอยู่เสมอ
    4.2  การดูแลร่างกาย
            -  รักษาความสะอาดในช่องปากและฟัน
            -  ดูแลรักษาเส้นผมและทรงผมให้เรียบร้อยทั้งด้านความสะอาดและรูปทรง
            -  โกนหนวดเคราให้เกลี้ยงเกลา ตัดและขริบให้เรียบร้อย
            -  รักษาผิวพรรณให้สะอาดสดชื่นอยู่เสมอ อย่าให้ผิวแห้งกร้าน
            -  รักษากลิ่นตัว 
            -  รู้จักการแต่งหน้าแต่พองาม
            -  ดูแลเล็บมือ เล็บเท้า ให้สะอาดอยู่เสมอ
            -  ปรับเปลี่ยนเสื้อผ้าและชุดชั้นในที่สวมใส่ทุกวัน
            -  ควรมีการเช็คร่างกายเป็นประจำทุกปี
            -  เมื่อร่างกายมีอาการผิดปกติรีบไปปรึกษาแพทย์
    4.3  การแต่งกาย
            -  สวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาด ซักรีดให้เรียบ
            -  สีสันไม่ฉูดฉาด  ควรเลือกสีให้เหมาะสมกับรูปร่างและผิวพรรณของตนเอง
            -  กระเป๋าถือและรองเท้า ควรใช้หนังที่มีคุณภาพดี  สีเรียบ  สำรวจส้นรองเท้าจัดการซ่อมแซมให้เรียบร้อย
            -  แต่งหน้าให้แนบเนียน ไม่แต่งเข้มผิดธรรมชาติ เลือกใช้เครื่องสำอางค์ที่มีคุณภาพดี
            -  เล็บและการทาเล็บ ไม่ควรไว้เล็บยาวจนเกินไป ควรเลือกสีกลาง ๆ อย่าปล่อยให้สีถลอกจะไม่น่าดู
            -  ผม หมั่นสระให้สะอาด  อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง  แปรงหวีให้เรียบร้อย เลือกทรงผมที่รับกับใบหน้า
            -  เครื่องประดับ  ควรใช้เพื่อเสริมการแต่งกายให้ดูดีขึ้น แต่ไม่ควรใช้เครื่องประดับมากจนเกินไปจนดูสะดุดตารกรุงรังไปหมด
            -  ควรแต่งกายให้เหมาะสมกับสภาพภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม
            -  ควรแต่งกายให้เหมาะสมกับกาลเทศะ
    4.4 อารมณ์
        รู้จักควบคุมอารมณ์ ไม่ปล่อยอารมณ์ไปตามใจตนเอง  คนที่ควบคุมอารมณ์ตนเองได้จะได้เปรียบและจะเอาชนะเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้  ในการปฏิบัติงานเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องมีเหตุการณ์มากระทบกระเทือนอารมณ์กันอยู่เสมอ
        ฉะนั้น  บุคคลใดที่ต้องการจะพัฒนาบุคลิกภาพของตนให้ดีขึ้น  จะต้องเป็นคนรู้จักอดทนใจเย็นเมื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่ถูกใจเกิดขึ้น
    4.5  ความเชื่อมั่นในตนเอง
            -  ยอมรับในความสามารถของตนเอง
            -  อย่าเล็งผลเลิศในการทำงานจนเกินไป
            -  อย่าถือคติว่าการทำงานสิ่งใดเมื่อทำแล้วต้องดีที่สุด
            -  อย่านำความเก่งของผู้อื่นมาทับถมตนเอง
            -  หมั่นฝึกจิตใจตนเองให้ชนะความกลัวให้ได้

5.  การพัฒนาบุคลิกภาพด้านความรู้สึกนึกคิด
   
ความรู้สึกนึกคิดของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน  ถ้ามีความรู้สึกนึกคิดในด้านดี  ไม่มองคนในแง่ร้าย  จิตใจก็เป็นสุข  ไม่มีความกังวล  ดังนั้น  เลขานุการจึงควรพัฒนาบุคลิกภาพด้านความรู้สึกนึกคิดดังนี้
    1.  มีความเชื่อมั่นในตนเองในการกระทำในสิ่งต่าง ๆ
    2.  มีความซื่อสัตย์  กระทำตนให้ผู้อื่นเชื่อถือเรา แล้วความไว้วางใจจะตามมา มีเรื่องสำคัญเขาก็จะให้เราทำ
    3.  มีความสามารถที่จะทำสิ่งเหล่านั้น ให้เหมาะสมกับผู้ที่มอบหมายไว้วางใจให้เราทำ
    4.  มีความกระตือรือร้น  ที่อยากจะทำ  เตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอ
    5.  มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์  รู้จักปรับปรุงงานอยู่เสมอ
    6.  มีความรับผิดชอบ  ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามต้องมีความห่วงใยจะต้องทำให้เสร็จทันตามกำหนดเวลา
    7.  มีความรอบรู้
    8.  ห่วงตัวเอง เติมชีวิตให้กับตัวเอง
    9.  มีความจำแม่น
    10. วางตัวเหมาะสมกับกาลเทศะ

6.  การพัฒนาบุคลิกภาพด้านกายบริหารทรวดทรง
               องค์ประกอบของทรวดทรง  ขึ้นอยู่กับกลไกของการเคลื่อนไหวของร่างกายและโครงสร้างของร่างกายไม่ว่าหญิงหรือชายก็ชอบที่จะมีรูปร่างงามทั้งนั้น  ผู้ชายก็ต้องการมีรูปร่างสมาร์ท  ผู้หญิงก็ต้องการมีเอวบาง ร่างน้อย มีสุขภาพดี การมีรูปร่างงาม สุขภาพดี เกิดจากการพัฒนาตัวเราเอง เราเป็นผู้วางแผนในชีวิตของเราเอง
               ทรวดทรงอาจไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต  แต่ส่วนสัดและท่าทาง  ทำให้คนทุกคนดูแตกต่างกันไป  บุคลิกที่ไม่ดีแสดงว่าเจ้าของเรือนร่างขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง ถ้าได้เรียนรู้วิธีเสริมสร้างเสน่ห์ให้กับบุคลิกภาพของตนเองแล้ว จะไม่เพียงทำให้มีรูปร่างสง่างามเท่านั้น  ยังสามารถทำให้การปฏิบัติงานเกิดความเชื่อมั่น  งานก็มีประสิทธิภาพอีกด้วย  ดังนั้นเลขานุการจึงควรใช้เวลาในการบริหารทรวดทรงของตนเองเป็นประจำสม่ำเสมอ  เพราะสุขภาพที่ดี และทรวดทรงที่งดงามอีกด้วย

 

ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาบุคลิกภาพ

            มยุรี เจริญทรัพย์ และคณะ (2550, หน้า 127) ได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาบุคลิกภาพ ของศาสตราจารย์ดร. จรรยา สุวรรณทัต รองศาสตราจารย์ดร. ดวงเดือน พันธุมนาวิน และอาจารย์เพ็ญแข

ประจนปัจนึก ซึ่งได้กล่าวถึงปัจจัยสำคัญในการพัฒนาบุคลิกภาพของมนุษย์ว่ามี 3 ประเภทด้วยกัน

1. พันธุกรรม (heredity) หมายถึง ลักษณะต่าง ๆ ของบรรพบุรุษ ซึ่งถ่ายทอด

มายังลูกหลานรุ่นต่อ ๆ มาด้วยวิธีการสืบพันธุ์ อิทธิพลของพันธุกรรมที่ปรากฏจะเห็นได้ชัดมาก ลักษณะทางร่างกาย เช่น รูปร่าง หน้า เพศ สีผม สีของดวงตา สีผิว ลักษณะโครงกระดูก นอกจากนี้ ยังมีอิทธิพลต่อปฏิกิริยาตอบโต้พื้นฐานของแต่ละบุคคล เช่น ระดับความไวในการตอบโต้ การรับรู้

2. สิ่งแวดล้อม (environment) หมายถึง สภาพภายนอกซึ่งแยกออกจากตัวบุคคล

เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลในการเสริมสร้างบุคลิกภาพของบุคคล สิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อบุคลิกภาพอันดับแรก ได้แก่ บ้าน การอบรมเลี้ยงดู จะช่วยปูพื้นฐานบุคลิกภาพ เช่น เวลาหนาวมีคนห่มผ้าให้ ได้รับความรักเต็มที่ เด็กจะเกิดพัฒนาความรู้สึกไว้วางใจ มีทัศนคติที่ดีต่อคนรอบข้าง สิ่งแวดล้อมต่อมาที่มีอิทธิพลต่อการเสริมสร้างบุคลิกภาพ ได้แก่ โรงเรียน เพื่อน ครู สังคม วัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อต่าง ๆ

3. ช่วงเวลาในชีวิตของแต่ละบุคคล แสดงถึงระดับพัฒนาการทางร่างกายและ

จิตใจ อันเกิดจากอิทธิพลร่วมระหว่างพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก

ลักษณะบุคลิกภาพจะเกิดขึ้นในช่วงชีวิตต่าง ๆ ของแต่ละบุคคล เช่น วัยทารก จะเป็นวัยที่เพาะลักษณะนิสัยความไว้วางใจ ซึ่งเป็นลักษณะบุคลิกภาพอันถาวรของบุคคลตลอดไป

ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาบุคลิกภาพ สามารถสรุปได้ว่า มีปัจจัยทั้ง

พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ส่งผลต่อบุคลิกภาพ อีกทั้งการพัฒนาบุคลิกภาพของมนุษย์ไม่มีการหยุดนิ่ง เนื่องจากมนุษย์มีการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ที่เข้ามาในแต่ละช่วงของชีวิต

 

บุคลิกภาพ 16 อย่างของ

  1. อบอุ่น
  2. Reasoning (B) เหตุผล
  3. Emotional Stability (C) ความมั่นคงทางอารมณ์
  4. Dominance (E) ครอบงำ
  5. Liveliness (F) คึกคัก
  6. Rule-consciousness (G) กฎสติ
  7. Social Boldness (H) ความกล้าสังคม
  8. Sensitivity (I) ความไว
  9. Vigilance (L) ระมัดระวัง
  10. Abstractedness (M) Abstractedness
  11. Privateness (N) Privateness
  12. Apprehension/Apprehensiveness (O) เข้าใจความกลัว
  13. Openness to change (Q1) ใจกว้างการเปลี่ยนแปลง (Q1)
  14. Self-reliance (Q2) พึ่งตนเอง
  15. Perfectionism (Q3) ลัทธิพอใจ แต่สิ่งดีเลิศ
  16. Tension (Q4) Tension

 

หน่วยที่ 3

การสร้างแรงจูงใจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

ทำ ไมต้องสร้างแรงจูงใจ   เพื่อช่วยกระตุ้น ผลักดัน ชักจูงให้บุคคลทำ หรือ ไม่ทำ พฤติกรรมไปในแนวทางใดแนวทางหนึ่ง    ช่วยให้เกิดความเข้าใจถึงปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดลักษณะ

แรงจูงใจของบุคคลในการทำ งาน (ว่าอะไรคือสิ่งที่เขาต้องการ)  ช่วยให้สามารถจัดสภาพแวดล้อม

และ เงื่อนไขในการทำ งาน ให้เป็นที่พึงปรารถนาต่อบุคคล                                       

แรงจูงใจเกิดขึ้นจากอะไร ?

                เกิดจากความต้องการ (Needs) ของมนุษย์ จึงเป็นแรงกระตุ้นผลักดันให้เกิดการใช้สิ่งจูงใจ(Motivation) เพื่อให้บุคคลมีพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง (ในการทำ งาน)

ธรรมชาติของการจูงใจ

 

ความต้องการ

ยังไม่ได้รับการตอบสนอง

เกิดแรงขับ

กำหนดทิศทาง(เป้าหมาย)

ความพึงพอใจ

ที่ความต้องการได้รับ

การตอบสนอง

แรงขับลดลง

 

ความต้องการได้รับ

การตอบสนอง

ถ้าความต้องการไม่ได้รับ

การตอบสนอง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


    

แสดงพฤติกรรม

เพื่อให้สนองความต้องการ

 

 

 

 


 

 

ทฤษฎีการจูงใจ (Theory of Motivation)

                ทฤษฎีการจูงใจของมาสโลว์ (Abraham H. Maslow) :เชื่อว่า...พฤติกรรมของบุคคลเป็นผลมาจากการสนองความต้องการตามลำ ดับขั้น ดังนี้...

                                                                5.  ความต้องการความสำเร็จและมีคุณค่า

                                                4. ความต้องการเกียรติยศความภาคภูมิใจ

                                3. ความต้องการทางด้านสังคม & ความรัก

                2.  ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย

1. ความต้องการทางด้านสรีระขั้นต้น

ทฤษฎีแรงจูงใจของแมคเคลแลนด์ (Mc clelland) :

                เน้นความต้องการของมนุษย์ 3 ประการด้วยกัน คือ

                                1. ความต้องการความสำเร็จ (Need for achievement)มีความสามารถในการปฏิบัติงานและดำ เนินงานจนบรรลุเป้าหมาย

                                2.  ความต้องการความสัมพันธ์ที่ดี (Need for affiliation)ต้องการความรักใคร่ ชอบพอ ความเป็นมิตรจากบุคคลรอบข้าง

                                3.  ความต้องการอำนาจ (Need for power)ต้องการมีตำแหน่ง หน้าที่ มีอำนาจในการบังคับบัญชาและมีอิทธิพลเหนือผู้อื่น

 

ทฤษฎีการจูงใจของเฮิร์ซเบิร์ก (Herzberg) :

เน้นการกระตุ้นให้ผู้ปฏิบัติงานทำ งานด้วยความพึงพอใจ

ทฤษฎีสององค์ประกอบ (Herzberg’s Tow - Factors Theory)

องค์ประกอบการจูงใจ

( Motivators Factors (Needs) )

 

องค์ประกอบการบำรุงรักษา(สุขอนามัย)

( Hygiene Factors (Needs) )

 

ความไม่พึงพอใจ              ความพึงพอใจในงาน

งาน (The Job

งานที่ท้าทาย       การยอมรับ       ความรับผิดชอบ

ลักษณะของงาน           โอกาสความก้าวหน้า

ความรู้สึกต่อความสำเร็จ

 

 

ไม่พึงพอใจ            ไม่ปรากฏความไม่พึงพอใจ

สิ่งแวดล้อม (Environment)

การจ่ายค่าตอบแทน   สถานภาพ     ความมั่นคง

สภาพการทำงาน    ผลประโยชน์     นโยบายการ

บริหาร     ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


การใช้แรงจูงใจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำ งาน

1. การใช้แรงจูงใจด้วยรางวัลตอบแทน

                􀁈 ค่าตอบแทน

                􀁈 การเลื่อนขั้น / ตำ แห่นง

                􀁈 สวัสดิการต่างๆ

2. การจูงใจด้วยงาน

                􀀉 การหมุนเวียนงาน

                􀀉 การขยายขอบเขตเนื้อหางาน

                􀀉 การมอบหมายงานที่ท้าทาย

                􀀉 การมอบอำนาจหน้าที่ให้เพิ่มขึ้น

3. การจูงใจด้วยวัฒนธรรมองค์การ

                􀃓 ใช้วิสัยทัศน์สร้างเป้าหมายอนาคตขององค์การ

                􀃓 ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมในการคิดและ ตัดสินใจ

                􀃓 ให้ความสำคัญต่อความต้องการของบุคลากร

                􀃓 ติดตามประเมินผลด้วยวิธีธรรมชาติ

 

 

บทที่ 4  ค่านิยม

ค่านิยม

                ความหมายของค่านิยมมีผู้รู้หลายท่านได้ให้ความหมายไว้ดังนี้

                ค่านิยม มาจากคำในภาษาอังกฤษว่า “Value” และมาจากคำสองคำคือ “ค่า” “นิยม”เมื่อคำสองคำรวมกันแปลว่า การกำหนดคุณค่า คุณค่าที่เราต้องการทำให้เกิดคุณค่า คุณค่าดังกล่าวนี้มีทั้งคุณค่าแท้และคุณค่าเทียม ซึ่งคุณค่าแท้เป็นคุณค่าที่สนองความต้องการในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ส่วนคุณค่าเทียม หมายถึงคุณค่าที่สนองความต้องการอยากเสพสิ่งปรนเปรอชั่วคู่ชั่วยาม

                ค่านิยม หมายถึง ทัศนะของคนหรือสังคมที่มีต่อสิ่งของ ความคิด และเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความปรารถนา คุณค่าและความถูกต้องของสังคมนั้นๆ เช่น ชาวอเมริกันถือว่า “ประชาธิปไตย”มีค่าสูงสุดควรแก่การนิยมควรรักษาไว้ด้วยชีวิต อเมริกันรักอิสระ เสรีภาพ และความก้าวหน้าในการงานเป็นต้น ส่วนค่านิยมของคนไทยหรือคนตะวันออกโดยทั่วไปนั้นแตกต่างจากค่านิยมในอเมริกันหรือคนตะวันตก เช่น คนไทยถือว่าความสงบสุขทางจิตใจและการทำบุญให้ทานเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา การเคารพเชื่อฟังบิดามารดาและการกตัญญูรู้คุณเป็นสิ่งที่ควรยกย่อง

                ค่านิยม หมายถึง สิ่งที่บุคคลพอใจหรือเห็นว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่า แล้วยอมรับไว้เป็นความเชื่อ หรือความรู้สึกนึกคิดของตนเอง ค่านิยมจะสิงอยู่ในตัวบุคคลในรูปของความเชื่อตลอดไป จนกว่าจะพบกับค่านิยมใหม่ ซึ่งตนพอใจกว่าก็จะยอมรับไว้ เมื่อบุคคลประสบกับ การเลือกหรือเผชิญกับเหตุการณ์ ละต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งเข้าจะนำค่านิยมมาประกอบการตัดสินใจทุกครั้งไป ค่านิยมจึงเป็นเสมือนพื้นฐานแห่งการประพฤติ ปฏิบัติของบุคคลโดยตรง

                “ค่านิยม” คือ ความคิด (Idea) ในสิ่งที่ควรจะเป็นหรือสิ่งที่ถูกต้องพึงปฏิบัติมีความสำคัญ และคนสนใจ เป็นสิ่งที่คนปรารถนาจะได้ หรืจะเป็นและมีความสุขที่จะได้เป็นเจ้าของ

                “ค่านิยม” หมายถึง ความเชื่อว่าอะไรดี ไม่ดี อะไรควร ไม่ควร เช่น เราเชื่อว่าการขโมยทรัพย์ของผู้อื่น การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เป็นสิ่งที่ไม่ดี ความกล้าหาญ ความซื่อสัตย์ เป็นสิ่งที่ดี

                ค่านิยม หมายถึง “ระบบความชอบพิเศษ” เพราะสิ่งที่เราชอบมาก เราจะให้คุณค่ามากกว่าสิ่งที่เราไม่ชอบ ค่านิยมอาจแบ่งเป็น ๒ ประเภท ได้แก่

                ๑. ค่านิยมเฉพาะตัว (Individual Value)

                ๒. ค่านิยมสังคม (Social Value)

                ค่านิยมทางสังคม เป็นระบบความชอบพิเศษที่คนในแต่ละสังคมมีอยู่ ค่านิยมประเภทนี้เกิดจากการเรียนรู้จากสังคมในระดับต่าง ๆ ซึ่งจะมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรม เช่น นาย ก ชอบสิ่งใดมากก็จะทำสิ่งนั้นมากเป็นต้น ดังนั้นการสังเกตค่านิยม ของสังคมอาจพิจารณาได้จากพฤติกรรมเด่น ๆ ของสมาชิกในสังคมแล้วอนุมานมานว่า สังคมนั้นมีค่านิยมอย่างไร เช่น ค่านิยมสังคมไทยที่เป็นค่านิยมดั้งเดิม คือ ยึดถือตัวบุคคล ความรักสนุก และยึดทางสายกลาง เป็นต้น