trsai Article


ลมแล้งแห่งบ้านนา ตอนที่1

ปีนี้ดูเหมือนว่าหน้าแล้งจะมาถึงไวกว่าทุก ๆ ปี ความร้อนระอุของท้องทุ่งเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น จนรู้สึกว่าน่ากลัวกว่าทุกปี น้ำจากเขื่อนต่าง ๆ ลดระดับลงจนมีมาตราการปล่อยน้ำเพื่อแจกจ่ายกับชาวนา และชาวกรุงกันแล้ว และดูเหมือนว่าชาวกรุงจะตื่นกลัวกัน มากขึ้นเป็นลำดับ แต่ในขณะที่ชาวนายังคงทำหน้าที่ของตนเองไปอย่าง เงียบๆ มีบางครั้งเหมือนกันที่ชาวนาออกมาแสดงการเคลื่อนไหวบ้าง แต่นั่นก็เป็นวิสัยของมนุษย์ที่เมื่อถึงเวลาคับอกคับใจก็มักระบายบ้าง คงเป็นเพราะพวกเค้าชินชากับอุปสรรค์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุก ๆ ปีกระมัง ราคาข้าวยังคงเหมือนเดิม ในขณะที่ผลผลิตสามารถผลิตได้น้อยลง ราคาน้ำมันดูจะถีบตัวสูงขึ้นจนอิจฉาแขกที่มีบ่อน้ำมันเป็นของตนเอง ที่นาจึงแปรสภาพเป็นหมู่บ้านจัดสรร และ สนามกอฟที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด “ปีหน้าข้าวคงน้อย ราคาข้าวคงแพงหน้าดู เอาหละวะ แข่งกับราคาน้ำมัน คงสนุกพิลึก” ผมคิดในใจอย่างนี้ตั้งแต่ต้นปีแล้ว เอาเถอะ ถึงข้าวจะแพง น้ำมันจะแพง น้ำบรรจุขวดจะแพง แต่ขออย่าให้ชาวนาขายที่นาเพื่อให้มันกายไปเป็นบ้านจัดสรรหรู ๆ หรือไม่ก็สนามกอฟ ที่ใช้น้ำรดหญ้ามากกว่าเอาไปปลูกข้าวก็แล้วกัน....

                เสียงโฆษณารณรงค์งดใช้น้ำบาดาลไม่ให้แผ่นดินเมืองหลวงทรุดตัวปลุกความคิดผมให้กลับคืนมาอีกครั้ง ซึ่งพอฟังแล้วชวนให้นึกถึงสนามกอร์ฟทีบางแห่งสูบน้ำบาดาลเพื่อรดหญ้าให้เขียวสด เพื่อจะได้มีลูกค้ารวย ๆ และเจ้านายใหญ่ มาแข่งกันตีลูกกลม ๆ เพียงเพื่อให้มันวิ่งลงหลุมรูเล็ก อย่างสะใจ สมัยก่อนผมเคยวิ่งไล่ปูนาแล้วมันวิ่งหลบลงรู คว้าไว้ทันถ้าไม่ระวังมันก็หนีบมือให้เจ็บกันบ้าง สนุกกว่าเป็นกอง เมื่อเด็ก ๆ ท้องทุ่งนาแถบนี้เขียวขจีสดใส น้ำท่าปริ่มคันนา ท้องฟ้า คลึ้ม ๆ ไกลๆ ออกไปเห็นเป็นละอองฝนชื่นเย็น ตัดแนวสันภู มองเห็นสายรุ้งสดสวยโค้งลงยังดงตาลไกลลิบ ยังให้สงสัยว่ามันโค้งลงไปดูดน้ำจากวังน้ำใดขึ้นมา แล้วพ่นเป็นละอองฝน ดูแล้วช่างงดงามเหลือจินตนา ...พ่อผมเคยบอกว่า อยากกินปลาก็ออกไปทุ่ง กับเบ็ดสักคันหนึ่งก็ได้กิน อยากกินผักก็ออกไปไร่หลังบ้าน ก็ได้แกงผักหม้อใหญ่ที่พอแบ่งกันกับเพื่อนบ้านหลายหลัง ดูเหมือนว่าสิ่งเหล่านั้นได้เลือนหายไปแล้ว เหลือแต่ทุ่งนาที่มีแต่กอหญ้า ท้องร่องที่แห้งขอด ไม่มีปลา หรือปูให้วิ่งไล่จับ ในไร่ก็มีแต่ฝุ่นผงและกอหญ้าแห้งตายเพราะมันขาดน้ำ ข้าง ในตลาดก็มีคนแปลกหน้ามากขึ้น ขนาดข้าง บ้านติดกันยังไม่เคยรู้จัก หรือทักทายกันเสียด้วยซ้ำ จะมีแต่คนเก่าคนแก่ที่คุ้งบ้านเหนือไม่กี่คนเท่านั้นที่พอจะทักทายปราศัยกันบ้าง....หนึ่งในนั้นคือลุงเอิบ ลุงเจ้าเชิด หลานแกที่พ่อแม่มันทิ้งไว้เพื่อไปทำงานกรุงเทพฯป่านนี้เกือบ5ปีเข้าแล้วก็ไร้ข่าวคราวใดจากผู้เป็นพ่อกับแม่ของเจ้าเชิด โดยสิ้นเชิง วันนี้อากาศอบอ้าวผมตักน้ำขึ้นจากตุ่มมาชะโลมบำบัดความร้อน ก็ได้ยินเสียงลุงเอิบตะโกนหน้าบ้านผม จนผมหยุดคิดเรื่องต่าง ๆ เดินมาชะโงกหน้าต่างดูว่าเกิดอะไรขึ้น “พงษ์เอ้ย ช่วยพาไอ้เชิดไปสุขศาลาหน่อย หมากัดมันแน่ะ” ผมรีบแต่งตัวอย่างรวก ๆ วิ่งหน้าตั้งไปควบมอเตอร์ไซด์เก่า ๆ ของผมโดยมีไอ้เชิด กับลุงเอิบซ้อนท้าย บึ่งแข่งแสงตะวันกับลมร้อนไปสุขศาลา ซึ่งก็มีสายตาของชาวบ้านหลายคู่มองดูด้วยความสงสัย และบ้างก็เอาใจช่วย “ขอให้อีแก่ถึงสุขศาลาทีเถอะ น้ำมันลงเกแดงแล้ว” แต่เมื่อถึงสุขศาลาผมก็โล่งใจ คุณหมอดูเหมือนจะดูไม่รีบเร่ง และตื่นเต้นเหมือนอย่างลุงเอิบกับผมเลย และพูดอย่างสุภาพ “หลานชายเป็นอะไรหรือครับคุณลุง ร้องไห้ใหญ่เลย” ลุงเอิบ “มันโดนหมากัดมาน่ะครับหมอ” คุณหมอยิ้มน้อยๆ  “ลุงพาหลายชายเข้าไปที่เตียงนั่นนะครับ เดียวผมจะฉีดยาให้” ลุงเอิบก็อุ้มเจ้าเชิดไปที่เตียง ผมเลยอดไม่ได้ที่จะเดินตามไปดูเหตุการณ์นั้นด้วยความอยากรู้บ้าง ความจริงผมรู้จักหมอเป็นอย่างดี หมอยงค์ หรือหมอประยงค์ เป็นสาธารณสุขที่มาบรรจุอยู่ตั้งแต่ผมยังเรียนชั้น ป. 2  แกเป็นคนใจดี พูดช้า ๆ อ่อนหวาน บางทีดูเหมือนจะเนิบ ๆ ด้วยซ้ำไป หมอยงค์แกอายุเกือบเกษียญแล้ว อยู่บ้านพักหลังสุขศาลานั่นแหละ  เมียแกนั้นตายแล้ว ส่วนลูก ของแกก็ไปบรรจุเป็นครูบ้างตำรวจบ้างอยู่ต่างจังหวัดกันหมด นาน ๆ ทีผมจะเห็นเขากลับมาเยี่ยมสักครั้ง  ทุกคนในคุ้งบ้านเหนือบ้านใต้ก็นับถือแก ยกเว้นคนที่มาอยู่ใหม่ ๆ ที่ไม่รู้จักแกเท่านั้น “ลุงครับผมฉีดยาให้แล้วนะ จับหมานั่นไว้รอสัก 10 วัน ถ้าหมาตายลุงก็ตัดหัวมันมา แล้วผมจะรีบตรวจสอบและฉีดยารักษาหมาบ้าให้นะครับ” ลุงเอิบดูเหมือนจะกังวลกับเรื่องนี้มาก “คุณหมอครับแล้วมันจะเป็นอะไรบ้างครับ” หมอยงค์ยิ้ม ๆ บอกว่า “ตอนนี้ผมฉีดยาแก้อักเสบ กับยากันบาดทะยักให้ก่อน แล้วผมจะจัดยาแก้ไข้ไว้ให้ด้วย เผื่อคืนนี้จะมีไข้ครับ” ลุงเอิบดูเหมือนจะลดความกังวลลงไปบ้าง หมอยงค์หันมายิ้มกับผมพร้อมพูดติดตลก หรือจะประชดประชันอะไรหรือว่าใครผมก็สุดเดา “แปลกนะพงษ์ปีนี้น้ำแล้งใคร ๆ เขาก็ต้องการน้ำกันทั้งนั้น โน้นเจ้หวั๋นสั่งลูกน้องไปเก็บค่าน้ำชาวบ้านเป็นหลัง ๆ รวยอื้อ แต่ทำไม๊เจ้าพวกหมาพวกนี้จะต้องมาเป็นโรคกลัวน้ำด้วยนะ อึม! นั้นแหละนะที่เขาเรียกว่าหมาบ้า มันบ้า จริง ๆ” ซึ่งคำพูดนี้ทำเอาลุงเอิบกับผมพอยิ้มออกมาได้บ้าง ส่วนเจ้าเชิดนั่นนั่งงงอยู่บนเตียงนั่น...

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Size : 3.38 MBs
Upload : 2010-12-07 12:27:40
ติชม

กำลังแสดงหน้า 1/0
<<
1
>>

ต้องการให้คะแนนบทความนี้่ ?

0
คะแนนโหวด
สร้างโดย :


trsai
รายละเอียด Share
สถานะ : ผู้ใช้ลงทะเบียน
คอมพิวเตอร์ธุรกิจ


วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย
๖๗๐ ถ.ธนาลัย ต.เวียง อ.เมือง จ.เชียงราย ๕๗๐๐๐
โทร : ๐๕๓ - ๗๑๓๐๓๖ โทรสาร : ๐๕๓ - ๗๑๑๕๖๑

นโยบาย | Generated 0.556373 sec.